อัคเคชิโจ
อัคเคชิโจ

SCROLL DOWN

อัคเคชิโจ

อัคเคชิเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประวัติเก่าแก่ที่สุดในฮอกไกโดตะวันออก เป็นท่าเรือธรรมชาติที่มีทรัพยากรทางทะเลอุดมสมบูรณ์และคุณภาพที่ดีมากเมื่อเทียบกับที่อื่นแม้ในฮอกไกโดเอง และมีความสัมพันธ์กับผู้คนในท้องถิ่นมาแต่โบราณ ที่นี่เป็นเมืองที่แวดล้อมด้วยผืนดินและทะเลที่สวยงาม เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งพลาดไม่ได้เมื่อมาเที่ยวฮอกไกโดตะวันออก

หอยนางรมที่เติบโตจากทะเล ป่า และพื้นที่ชุ่มน้ำ สดอร่อยตลอดทุกฤดูกาล

อ่าวอัคเคชิเป็นท่าเรือธรรมชาติ มีทางน้ำเชื่อมต่อกับทะเลสาบน้ำกร่อยที่เรียกว่า “ทะเลสาบอัคเคชิ” ถัดจากนั้นเป็น “พื้นที่ชุ่มน้ำเบคันเบอุชิ” ที่นำมาซึ่งองค์ประกอบของความอุดมสมบูรณ์ต่าง ๆ ที่นี่มีหอยนางรมอัคเคชิตลอดทั้งปี ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดในการเลี้ยงหอยนางรมให้อร่อย ทำให้ได้หอยที่มีขนาดใหญ่และได้รับการยอมรับอย่างดีที่สุด

อัคเคชิ แบรนด์แห่งทะเล

อัคเคชิเจริญรุ่งเรืองมาจากการเป็นแหล่งผลผลิตทางทะเลที่มีรสอร่อยมาแต่โบราณในยุคเอโดะ ปัจจุบันมีสินค้าชั้นดีจำนวนมากที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นพิเศษ ทั้งปลาซัมมะ ปลาโทคิสาเก ปูขน ปลาชิชาโมะ และกุ้งชิมะ ภายใต้ “แบรนด์ อัคเคชิ ไดโคคุ” ซึ่งต่างก็มีรสชาติและขนาดที่ดีที่สุด

พื้นที่ชุ่มน้ำเบคันเบอุชิ

พื้นที่ชุ่มน้ำเบคันเบอุชิ รวมถึงทะเลสาบอัคเคชิ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำในอนุสัญญาแรมซาร์ที่เป็นที่ต่ำซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น ไม่นานนี้ได้พบพื้นที่ชุ่มน้ำส่วนหนึ่งที่เป็นที่สูงด้วย ทำให้ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน มีกิจกรรมต่าง ๆ อย่างครบครัน ทั้งจุดเล่นแคนูและอาคารดูนกน้ำ

แนวชายฝั่งอันงดงามที่ประดับด้วยนกและดอกไม้

“เส้นทางแห่งหมอก แหลมและดอกไม้” เป็นแนวชายฝั่งอันทรงพลังและงดงาม หนึ่งในจุดที่มีทัศนียภาพอันงดงามระดับชั้นนำคือ “สวนดอกไม้ธรรมชาติ ทุ่งอะยาเมะกาบาระ” ซึ่งมีต้นอาร์กติกไอริสอยู่ถึง 300,000 ต้น และมีพืชธรรมชาติอื่นอีกประมาณ 100 ชนิดให้ชมในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม

ประวัติศาสตร์ของอัคเคชิ ที่สุดแห่งฮอกไกโดตะวันออกที่เริ่มมาจากทะเล

อัคเคชิเป็นเมืองที่เริ่มพัฒนาเร็วที่สุดในฮอกไกโดตะวันออกจากการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางทะเลอย่างเฟื่องฟูในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 ปัจจุบันยังมีสมบัติทางวัฒนธรรมเก่าแก่คงเหลืออยู่จำนวนมาก เช่น “ร่องรอยวัดโคคุไทจิ” ที่สร้างขึ้นโดยรัฐบาลเอโดะในปี 1804 และ “เทพเจ้าเบ็นเท็นปางนั่ง” ที่เกาะคาคิซึ่งชาวเมืองท้องถิ่นยังคงมีความผูกพันอยู่ถึงทุกวันนี้